DUBAI Stopover : ทริปทรานสิทเปลี่ยนเครื่องกับ 21 ชั่วโมงใน “ดูไบ”

ไหนๆก็ต้องไปแวะต่อเครื่องอยู่แล้ว งั้นแวะเที่ยวเลยละกัน!!

เรื่องของเรื่องคือเราจองตั๋วสายการบิน Emirates ซึ่งต้องแวะเปลี่ยนเครื่องที่สนามบิน Dubai ประมาณ 3 ชั่วโมง เลยตัดสินใจว่า เปลี่ยนจาก 3 ชั่วโมง เป็น 21 ชั่วโมงไปเลยดีกว่า จะได้แวะเที่ยวมหานครยิ่งใหญ่แห่งตะวันออกกลางอย่าง ดูไบ อีกด้วย (หลายๆครั้งเห็นบางทีเอมิเรทส์มีโปร วีซ่าฟรีบ้าง ที่พักฟรีบ้าง ลองเช็คดูนะคะ)

________________________

ข้อมูลทั่วไป

  • ดูไบ เป็นนครที่ใหญ่ที่สุดจากรัฐทั้งเจ็ด อยู่ในประเทศ สหรัฐอาหรับเอมิเรทส์ หรือที่เราเรียกติดปากว่า U.A.E.
  • รัฐใหญ่อื่นๆที่เรามักจะเคยได้ยินชื่อคือ เมืองหลวงอย่างอาบูดาบี และ รัฐชาร์จาห์
  • เอมิเรทส์ เป็นที่อยู่ของคนกว่า 200 เชื้อชาติ มักจะเป็นที่กล่าวกันว่า ใน U.A.E. นี้มีชาว Emirati จริงๆแค่ 20% ที่เหลือเป็น expats ที่ถือว่าที่นี่เป็นบ้าน (วิกิพีเดียบอกว่า 17% แต่แทบทุกคนที่เราเจอบอกว่า มีประมาณ 20%)
  • ซึ่งเราว่าจริง และนั่นหมายความว่า ทุกคนสื่อสารภาษาอังกฤษได้ ซึ่งเป็นข้อดีมาก
  • นั่นหมายความว่า ที่นี่เป็นประเทศอาหรับที่ค่อนข้างเปิด แต่เราก็ยังจะเห็นร้านที่ไม่เสิร์ฟแอลกอฮอลล์ และ การปฏิบัติตามหลักศาสนา
  • ที่นี่อากาศร้อนมากกกกกถึงมากที่สุด เราไปเดือนกันยา อุณหภูมิประมาณ 42 องศา แต่ความทะเลทราย และดันติดทะเล มันรู้สึกขาดน้ำมากๆเลยค่ะ (ประสบการณ์ในทะเลทรายเรามีมาจาก Arizona เมกา, จอร์แดน และโอมาน ซึ่งมันชิวมากกก อากาศเย็นสบายยยยย ลมเย็น แห้ง สบายตัว) มาถึงที่นี่ก็ค่อนข้างช๊อคนิดนึง คนที่นี่เองก็มักจะขับรถและอยู่ในตึกติดแอร์เหมือนเมืองไทยนะคะ
  • แนะนำให้ไปเดือน ธันวา – กุมภา เพราะจะไม่ร้อนขนาดนั้นค่ะ
  • ที่นี่มีตึกที่สูงที่สุดโลกในปัจจุบันคือ Burj Khalifa และ ห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก (นับตามพื้นที่) อย่าง Dubai Mall ค่ะ
  • ทริปนี้เราไปคนเดียว รู้สึกปลอดภัยมาก โดยเฉพาะถ้าเทียบกับประเทศในตะวันออกกลางเอง รู้สึกว่า ผู้หญิงดูไบก็ค่อนข้างอิสระในการแต่งตัว เป็นประเทศที่เปิดและโมเดิร์นมากๆ ผู้หญิงเดินทางคนเดียวสบายๆค่ะ

________________________

วิธีทำ 96-hour Transit Visa

เป็นข้อมูลสำหรับการขอวีซ่าทรานสิท ซึ่งอยู่ในเอมิเรทส์ได้สูงสุด 96 ชั่วโมงเท่านั้นนะคะ

เนื่องจากเราจองตั๋วเครื่องบินกับสายการบินเอมิเรทส์ การทำวีซ่าจะสามารถกดทำได้จากหน้า Manage Booking ในเว็ปไซต์ของสายการบินเอง เมื่อกดเข้าไปจะมีให้กรอก Application Form อัพโหลดเอกสาร (สำเนาพาสพอร์ท, รูปถ่ายสี, สำเนาวีซ่าอื่นๆที่เคยผ่านมา) จากนั้นจึงกดจ่ายเงินออนไลน์ได้เลย ซึ่งทั้งหมดจะใช้เวลาประมาณ 4 วันทำการ และจะส่งอีเมล์วีซ่ามาให้ และให้เราปริ้นท์เพื่อใช้ผ่านเข้าเมือง

การดำเนินการทั้งหมด ไม่ต้องใช้พาสพอร์ทเล่มจริงค่ะ วีซ่าจะขอได้ประมาณ 30 วันก่อนวันบินนะคะ (จะมีปุ่มให้กดในหน้า Manage Booking ค่ะ ก่อนหน้านั้นจะไม่มีให้กด)

________________________

แผนการเดินทาง

เราเดินทางออกจากประเทศไทยประมาณตีสอง และ ไปถึงที่นั่นเวลาประมาณ หกโมงเช้าตามเวลาเอมิเรทส์ ใช้เวลาเดินทาง 6 ชั่วโมง 30 นาที ผ่านการตรวจคนเข้าเมืองอย่างรวดเร็วมาก อย่าลืมเอาวีซ่าที่ปริ้นท์มานะคะ เราเช็คอินกระเป๋าใบใหญ่ไปที่ปลายทางเลยนะคะ เอาของใส่เป้มาแค่ผ้าเช็ดตัวผืนเล็กไว้อาบน้ำ กับชุดนอนบนเครื่องคืนนี้

เราเลือกซื้อทัวร์ Morning Dune Drive and City Sightseeing 24-hour ticket ซึ่งจะเป็นทัวร์ซาฟารีช่วงเช้า (คนส่วนใหญ่จะมาช่วง sunset นักท่องเที่ยวน่าจะเต็มมากค่ะ ช่วงเช้าไม่มีนักท่องเที่ยวเลย ไพรเวทมาก) เป็นแพ๊กเกจรวมกับค่าตั๋ว Big Bus ซึ่งเป็นบัสที่จะไปจอดตามจุดท่องเที่ยวสำคัญต่างๆ ซึ่งมีบัสทุกๆ 20 นาที และเราจะขึ้นลงตรงไหนก็ได้ค่ะ

เรานัดในทัวร์มารับที่ล๊อบบี้โรงแรม Sofitel Downtown ซึ่งอยู่ติดกับรถไฟฟ้าสถานี Burj Khalifa นั่งมาจากสนามบินประมาณ 30 นาที

รถไฟฟ้าที่นี่มีโซนแยกสำหรับผู้หญิงด้วยนะคะ ซื้อตั๋วได้ที่สถานีเลยค่ะ จำราคาไม่ได้ น่าจะประมาณ 4.5 AED ค่ะ

รถที่มารับเราเป็นรถ 4 Wheels คนขับทำหน้าที่ไกด์ พูดภาษาอังกฤษได้ดี มีผู้โดยสาร 3 คน คือเรา และ ลุงชาวอเมริกันสองคน เราเลือกทัวร์ที่เข้าไปใน Dubai Desert Conservation Reserve ซึ่งจะได้เห็นสัตว์ทะเลทรายตามธรรมชาติค่ะ (เค้าเคลมว่ามีแค่ 2 บริษัทที่มีไลเซนส์เข้ามา)

ตัวแรกที่เจอ เจ้า Arabian Gazelle หาชื่อภาษาไทยไม่เจอ น้องขี้อายมาก เวลาเห็นเราก็จะรีบหลบไปหลังพุ่มไม้ สี ลาย และเขาสวยแปลกตามากค่ะ

 

ถัดมาเจอเจ้าตัวนี้ค่ะ Oryx ตัวนี้ก็เจ๋งมากเหมือนกัน ไม่เคยเห็นตัวจริงมาก่อน

ช่วงแรกจะขับมาบนทางเรียบนะคะ แต่พอซักพัก คนขับก็บอกเราว่า จะเริ่มขับใน Sand Dune แล้วนะ ซึ่งกิจกรรมนี้ ไม่แนะนำ สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัวต่างๆหรือตั้งครรภ์ (กฏประมาณเวลาขึ้นรถไฟเหาะอ่ะค่ะ)

ตอนเราไปทะเลทรายที่อื่นยังไม่เคยเจอ Dune Drive เพิ่งมาที่นี่ที่แรก แรกๆก็สนุกนะคะ หลังเริ่มเวียนหัว คือต้องนึกถึงว่า กองทราย เวลาเราเหยียบเรายังจมไปครึ่งแข้ง รถมันก็จดเหมือนกันอ่ะค่ะ ยิ่งตรงสันทราย มันมีโอกาสติด เพราะฉะนั้น เค้าก็จะแสดงความสามารถในการขับขึ้นลงๆ ผ่านตรงสันไปเรื่อยๆ ส่วนความรู้สึกเราคือมันขึ้นลงแบบแทบจะตั้งฉาก (ความรู้สึกนะคะ) แล้วรถมันจะพุ่งไปแบบที่ข้างหน้าไม่มีอะไร แล้วก็เหวี่ยงลงแบบตั้งฉาก สนุกดีค่ะ

ไกด์เรามั่นใจมาก บอกขับมานาน ไม่ติดแน่นอน แต่ไอ่คันข้างหลังไม่แน่ สรุปคันข้างหลังติดจริง แล้วเค้าก็จะจอดรถให้เราไปถ่ายรูปเล่น แล้วเค้าก็ไปช่วยกันอิท่าไหนไม่รู้ รถมันก็จะหายติดอ่ะค่ะ

แน่นอนว่า เราก็ถ่ายรูปเล่น ยาวไปค่ะ (แต่ร้อนมากกกกกก)

ขับมาซักพัก ก็จะมาถึงจุดขี่อูฐค่ะ ตอนแรกเราก็อยากขี่นะคะ เพราะมีประสบการณ์ที่ดีมากๆจากจอร์แดนและโอมาน แต่ที่นี่กลายเป็นทรมานนิดนึง เพราะร้อนมาก ถึงว่าทำไมให้ขี่แค่ 10 นาที (ที่จอร์แดนเราขี่ 2 ชั่วโมง)

กองอูฐฐฐฐฐ น้องดูสุขภาพโอเคค่ะ

จากนั้นเราก็จะมาที่แคมป์เบดูอินค่ะ (คำว่าเบดูอินแปลว่าชนเผ่าเร่ร่อนในทะเลทรายที่จะย้ายถิ่นฐานไปเรื่อยๆค่ะ) ซึ่งที่นี่เซ็ตติ้งใหญ่โต มีห้องน้ำ มีโต๊ะเยอะมาก เข้าใจว่า รอบดึกน่าจะมีนักท่องเที่ยวเยอะ เท่าที่อ่านมามีโชว์ระบำหน้าท้อง อาหารบุฟเฟ่ต์ อะไรประมาณนี้ค่ะ

สำหรับเรา เค้าจะมีเซ็ทของว่างเล็กๆให้ รวมในค่าทัวร์แล้วค่ะ มีเครื่องดื่มเย็นให้เลือกด้วยค่ะ (ทัวร์นี้ขอน้ำได้ตลอดนะคะ เพราะเราต้องดื่มน้ำค่อนข้างเยอะ)

จากนั้นก็จะขับรถกลับมา ประมาณ 40 นาทีก็ถึงตัวเมืองค่ะ โดยเค้าไปส่งลุงอีกสองคนที่โรงแรมก่อน หลังจากนั้นเค้าก็ไปส่งเราที่ Dubai Mall ค่ะ (สามารถให้เค้าส่งที่ไหนก็ได้ในตัวเมืองค่ะ)

เมื่อมาถึง Dubai Mall เราก็ไปหาอะไรกินที่ฟู้ดคอร์ทชั้นบน แต่หิวมากเลยไม่ได้ถ่ายรูปมาค่ะ ซอรี่

ที่ Dubai Mall มีกิจกรรมให้ทำหลายอย่าง รวมทั้งการขึ้นไปจุดชมวิว บนตึกที่สูงที่สุดในโลกอย่าง Burj Khalifa ด้วยค่ะ แต่วันนี้ทัศนวิสัยไม่ดีเลย ถ้าสังเกตในรูปของเรามันจะดูหมอกๆ ซึ่งไกด์บอกว่า มันคือไอความร้อนจากทะเลค่ะ ฮือออออ ร้อนจริงๆ เราเลยไม่ขึ้นดีกว่าค่ะ

เดินเล่นในนี้ ก็มีร้านของฝาก มีมุมน่ารักๆ หลายมุมเลยค่ะ เราเดินตากแอร์อยู่พักใหญ่เลย

มุมนี้ก็คนถ่ายรูปเยอะค่ะ

จากนั้นเราก็ใช้ตั๋ว Big Bus 24 hours ที่รวมมากับแพ๊กเกจทัวร์ที่จองไว้ โดยที่บัสจะแบ่งเป็น 3 สายและครอบคลุมจุดสำคัญๆทั้งหมดเลยค่ะ ตอนแรกเราจะไปอีกหลายที่เลยค่ะ แต่ช้อปปิ้งเพลินไปหน่อยยยย (ร้านที่นี่ขนาดใหญ่มาก พวกแบรนด์ต่างๆเลยมีของให้เลือกเยอะกว่าปกติค่ะ)

รถออกทุกๆ 20 นาทีนะคะ แผนที่ประมาณนี้ เราเลือกนั่งสีเขียวไปลง Souk Medinat ซึ่งระหว่างทางก็ได้ชมเมืองไปด้วยค่ะ

มาถึง Souk Medinat Jumeirah เป็นอีกจุดนึงที่ชมตึก Burj Al Arab ได้สวยงาม พร้อมบรรยากาศแบบ Soukๆ (แปลว่า bazaar นะคะ)

ภายในอาคาร แอร์เย็นดีค่ะ เราก็มานั่งชิวจิบกาแฟ เดินเล่น มีของฝากมากมาย

ปกติเห็นแต่ในทีวีที่เค้าชอบไปตีเทนนิสกันบนนั้น วันนี้ได้มาเห็นของจริงแล้วววว

จากนั้นเราก็นั่งรถกลับมายัง Dubai Mall โดยระหว่างทางรถก็จะไปตามเส้นทางซึ่งทำให้เราได้ชมวิว The Palm อันโด่งดังด้วยค่ะ

ตอนเย็นรถติดเหมือนกันนะคะ ใช้เวลาซักพักเลยกว่าจะมาถึง

มาที่นี่อย่าพลาดชมโชว์น้ำพุ ซึ่งเค้าเคลมว่าเป็นระบบโชว์น้ำพุที่ใหญ่ที่สุดในโลก (อีกแล้ว ที่สุดในโลกทุกอย่าง อลังการจริงๆ ยิ่งคิดว่าเป็นเมืองที่สร้างขึ้นมาบนทะเลทรายที่ว่างเปล่า ยิ่งรู้สึกอเมซิ่งเท่านั้น)

โชว์น้ำพุ มีทุกๆครึ่งชั่วโมง ครั้งละ 5 นาที ตั้งแต่เวลา 6 โมงเย็นถึง 5 ทุ่ม มันเต้นตามเพลง 1 เพลง ตอนเราไปเป็นเพลง You raise me up ค่ะ มีตึก Burj Khalifa เป็นฉากหลัง

วิวที่ดีที่สุดคือจากระเบียงชั้น 2 ให้เดินทะลุร้าน Apple Store ไปเลยนะคะ มันเป็นระเบียงของร้านค่ะ คนจะเยอะๆ เดินตามเค้าไป

จากนั้น เราก็นัดทานอาหารเย็นกับเพื่อนสาวชาวดูไบที่เคยเป็นคลาสเมทเราค่ะ เค้านัดเราที่ร้านชื่อ Mezza House อยู่ไม่ไกลจาก Dubai Mall เลยค่ะ ข้างนอกดูเงียบๆ เพราะอากาศร้อน แต่ข้างในคนเต็มเลยค่ะ เป็นร้านอาหารอาหรับแบบที่มีแต่คนโลคอล

จริงๆต้องอธิบายก่อนว่า เวลามาตะวันออกกลาง เราก็จะเรียกรวมๆว่าอาหารอาหรับ แต่จริงๆ คำว่าอาหรับเองมันค่อนข้างจะซับซ้อนนิดนึงนะคะ เพราะมันรวมพื้นที่กว้างๆ ซึ่งมีอียิปท์ ลีเบีย อะไรแบบนี้ด้วย และคนอาหรับเอง บางครั้งก็จะมีการแบ่งเป็นชาวอาหรับอ่าว (Gulf Arabs) กับ ชาวอาหรับเมดิเตอเรเนียนตะวันออก (Levant Arabs) จริงๆ ดูไบเป็นประเทศอ่าวนะคะ  (อย่างอียิปท์เอง จริงๆ ต้องไม่ถือเป็นเชื้อชาติอาหรับ แต่ด้วยภาษาและวัฒนธรรมในปัจจุบัน ซึ่งเรื่องนี้ค่อนข้างละเอียดอ่อนและซับซ้อนนิดนึงค่ะ)

และอาหารที่เราจะมากินวันนี้ จริงๆแล้วเป็นอาหารอาหรับแบบ Levantine หรือกลุ่มประเทศทางเมดิเตอเรเนียนตะวันออก ได้แก่ ปาเลสไตน์ ซีเรีย เลบานอน จอร์แดน อิรัก แต่ก็เป็นอาหารที่แพร่หลายและมีอิทธิพลต่ออาหารในประเทศอ่าวเช่นกัน

เอาใกล้ตัวที่สุดก่อน ปกติเราก็จะนึกถึง Kebab กับ Hummus นะคะ แต่วันนี้เราจะมากินอะไรที่ ถ้าไปเอง เราสั่งเองไม่เป็นค่ะ แต่มันอร่อยมากๆ เบิกเนตรมาก เสียดายที่สมัยไปปาเลสไตน์ จอร์แดน โอมาน ยังไม่มีความรู้ด้านอาหารอาหรับขนาดนี้ สั่งอยู่ไม่กี่อย่าง

บรรยากาศภายในร้านค่ะ เห็นชิวๆ นั่งดูชิชากันแบบนี้ ร้านนี้ไม่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ตามหลักศาสนาค่ะ

จานแรกเป็น Kebbeh Bel Labban ซึ่งแปลว่า Kebbeh ในซอสโยเกิร์ต เราชอบจานนี้ ค่อนข้างถูกปากค่ะ

ตัว Kebbeh (บางประเทศอาหรับเขียน Kibbeh) เองเป็นอีกหนึ่งในอาหารพื้นฐานของอาหารสัญชาตินี้ เป็นแป้งวีทผสมหัวหอมสับ เนื้อ,แกะหรือแพะบด ใส่เครื่องเทศแล้วย่างหรือทอด มีหลายเวอร์ชั่นมากค่ะ มีแบบไส้ทับทิมอะไรแบบนี้ด้วย

เวลาเห็นแต่หน้าตานึกว่าจะคล้ายกับอาหารอาหรับหากินง่ายอย่าง Falafel แต่ไม่คล้ายเลยนะคะ คนละอย่างเลย และก็ไม่เหมือน Shish Kebab ด้วยค่ะ

ด้านซ้ายเป็น Fattoush Salad จานนี้เคยเห็นในร้านอาหารเลบานอนในกทม.ค่ะ เป็นจานค่อนข้างเบสิค จุดเด่นคือ ตัวแป้ง Levantine กรอบ อร่อยยยย ร้านนี้ทำเป็นซอสทับทิมค่ะ

ตรงกลางเป็น Batata Harra ซึ่งเป็นมันฝรั่งผัดกับพริกกระเทียม ในน้ำมันมะกอก

ด้านขวาเป็น Makanek Debs หรือไส้กรอกแกะในซอสทับทิม มีกลิ่นแกะค่อนข้างแรงแต่มันกลมกล่อมและเนียนมากค่ะ

จานนี้เรียกว่า Shish Taouk เป็นไก่เสียบไม้ย่างค่ะ เป็นหนึ่ง เคบับเนี่ยแหล่ะค่ะ

จริงๆแล้ว Kebab คืออาหารประเภทย่าง แต่แต่ละชนิดจะมีความแตกต่างกันเล็กน้อย ได้แก่ Doner, Schwamma และ Gyros ซึ่งกินมาถึงทุกวันนี้ ก็ยังงงๆอยู่ เพราะ คนอาหรับแต่ละภาคพื้น อธิบายไม่เหมือนกันซักคนนนนนน

สำหรับ Shish แปลว่าไม้เสียบนั่นเองค่ะ แต่เค้าเอาแท่งเหล็กออกให้

ส่วนจานของหวาน อยากกินอีกครั้งมากเลยค่ะ เป็นขนมหวานชีสสสสสส แบบชีสยืดมากกกก แต่หวานมากสไตล์ขนมอาหรับนะคะ จานนี้ชื่อ Kenafeh ค่ะ

หลังจากทานเสร็จ เพื่อนก็ไปส่งที่สนามบินค่ะ (จริงๆ ใช้แท๊กซี่ราคาไม่แพงมาก หรือจะขึ้นรถไฟฟ้ากลับก็ได้ค่ะ)

อ้อ หนึ่งเหตุผลที่เรากล้าทำสต๊อบโอเวอร์แบบนี้ก็เพราะว่า สนามบินดูไบ มีห้องอาบน้ำแบบ shower room จริงจังเลยค่ะ มีให้แค่สบู่นะคะ เราเตรียมผ้าเช็ดตัวผืนเล็ก โฟมล้างหน้าหลอดเล็ก กับชุดนอนมาเปลี่ยน (ต้องนั่งไปอีก 14 ชั่วโมง) แบกอยู่ในกระเป๋าทั้งวันไม่ได้ลำบากเลยค่ะสำหรับเรา

เครื่องออกตีสอง แต่เครื่องลำใหญ่ๆ เรียกบอร์ดดิ้งเร็ว ให้รีบไปเนิ่นๆนะคะ หน้าบอร์ดดิ้งพาสจะมีเขียนไว้ว่าเรานั่งโซนไหน เค้าจะบอร์ดผู้โดยสารเป็นโซนค่ะ

________________________

ค่าใช้จ่าย

รวมทั้งหมดไม่ถึง 6,000 บาทค่ะ

  • ค่าทัวร์ Morning Dune Drive + 24 Hours Sightseeing Ticket เป็นแพกเกจ 368 AED ~ 3,100 บาท
  • ค่าวีซ่า Transit 55 USD ~ 1700 บาท (อาจมีการเปลี่ยนแปลง)
  • ค่ากิน ค่ารถไฟฟ้า ของจุกจิก เราแลกเงินสดไป 1,000 บาทค่ะ กะว่าค่อยรูดการ์ดเอา ก็เหลือนะคะ มื้อเย็นเพื่อนเลี้ยง แต่จริงๆ ถ้าเป็นเซ็ท มื้อละ 300-400 ก็เอาอยู่ – ค่าครองชีพที่นี่ค่อนข้างสูงค่ะ

สำหรับเราคิดว่าค่อนข้างคุ้มนะคะ ที่จ่ายเพิ่มแค่นี้แล้วได้เที่ยว ได้เห็นอะไรขนาดนี้ และไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปกลับอีกรอบนึง

ถามว่า เวลาสั้นไปมั้ย.. คิดว่าสั้นไปค่ะ จริงๆ อยู่ให้ครบโควต้า 3 วัน น่าจะพอดีๆกว่า แต่ถ้าถามว่าให้เสียค่าตั๋วหมื่นกว่าๆไปกลับดูไบ เพื่อมาที่นี่ที่เดียว ก็อาจจะแอบคิดก่อนนิดนึงเหมือนกันค่ะ (แล้วแต่คนชอบและสไตล์การเที่ยวส่วนบุคคลนะคะ)

ที่ที่เราไม่ได้ไปแต่อยากไปคือ สวนน้ำ Atlantis The Palm แล้วก็กิจกรรมอื่นๆ เช่น Skydiving หรือ Jet ski ค่ะ

ส่วน อะบูดาบีก็น่าเที่ยวนะคะ ขับรถมาจากดูไบได้เลย หรือหากมีโอกาสนั่ง Etihad ก็ทำ stopover ที่ อะบูดาบีได้เช่นกันค่ะ (มีโปรเรื่อยๆเหมือนกันค่ะ วีซ่าฟรีบ้าง ที่พักฟรีบ้าง แพ๊กเกจสต๊อปโอเวอร์ราคาถูกบ้าง)

ลองเก็บไว้เป็นอีกทางเลือกในการเที่ยวเมืองเจ๋งๆแบบดูไบนะคะ 🙂

Related Post