Malta ทะเลสีเทอควอยซ์ ตามรอย Game of Thrones

ทริปเดินทางคนเดียวที่ไม่ได้แพลนมาก่อนทริปนี้ สร้างความเซอร์ไพรส์ได้อย่างไม่น่าเชื่อ เราไม่เคยคิดมาก่อนว่า ประเทศเกาะเล็กๆ อย่าง Malta (มัลต้า/มอลต้า) จะเด็ดขนาดนี้

เริ่มมาจากการที่เรากำลังเที่ยวอยู่อิตาลี แล้วอยากไปทะเล แต่ค่าตั๋วรถไฟแพงเหลือเกิน เลยมานั่งเปิดตั๋วเครื่องบิน แล้วเจอตั๋วไปกลับ Rome – Malta อยู่ที่ราคา 19.84 Euro ถ้วนๆ กดไปสิคะ รออะไร ไม่ถึง 800 บาท

ประเทศมอลต้า เป็นประเทศเกาะเล็กๆ ที่อยู่ทางใต้ของอิตาลี ใกล้ทวีปแอฟริกา อยู่ในกลุ่มแชงเก้น ใช้วีซ่าแชงเก้นได้เลย ทริปนี้เราไปแบบลุยหน้างาน 3 วัน 3 คืน ค่าใช้จ่ายไม่ถึง 6000 บาท รวมตั๋วเครื่องบินจากโรม (ไปภูเก็ตยังไม่รู้จะไหวมั้ย 5555)

ที่นี่เคยเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ทำให้มีข้อดีคือ ทุกคนพูดภาษาอังกฤษได้ เค้าพูดกันเองก็เป็นภาษาอังกฤษ ทำให้เรารู้สึกไม่โดนโกงดี ขับรถก็ฝั่งเดียวกับอังกฤษและไทยนะคะ แต่ด้วยความที่อยู่ใกล้อิตาลี (หรือนักท่องเที่ยวจากอิตาลีเยอะมากกกกกกกกไม่รู้นะคะ) ทำให้เรื่องอาหารการกินใกล้เคียงกับอิตาลีค่ะ สบายๆ รักมากกกก ดำน้ำขึ้นมามี เชียบัตต้ากับมะกอกให้กิน

ภาพจากเมือง Valletta เมืองหลวงของที่นี่

แล้วที่นี่มองไปทางไหนก็เจอทะเล เล่นทะเลสนุกมากค่ะ เพราะอากาศมันเย็นสบาย ไม่เหนียวตัว เล่นน้ำขึ้นมาแล้วยังไม่ได้อาบน้ำจืดก็สบายผิวมากๆเลยนะคะ

ขออธิบายคร่าวๆก่อนนะคะ

ประเทศ Malta มีทั้งหมด 3 เกาะ เกาะหลักเกาะใหญ่ คือ เกาะมอลต้า แล้วก็มีเกาะเล็กๆ อย่าง Comino และ Gozo ด้านบนค่ะ

แถบที่ทัวริสท์อยู่กันเยอะๆ คือแถวเมืองหลวงอย่าง Valetta เมืองที่อยู่ติดกันคือ Sliema และ St. Julian’s ค่ะ แถวนี้มีของกินของใช้ ที่พักมากมาย เราเลือกพักโฮสเทล ชื่อ Marco Polo Hostel ดาดฟ้าวิวสวยมากกกก อยู่ห้องรวม สะอาดเรียบร้อยดีค่ะ รู้สึกว่าล๊อกเกอร์ใหญ่ดีมากๆชอบ คืนละ 13.5 Euro เท่านั้นค่ะ

ที่นี่มีรถบัสที่เป็นระบบมากๆนะคะ ซึ่งรถบัสไปทุกแห่งจะมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ Valletta ค่ะ จากสนามบินใช้เวลาไม่นานมาก เราใช้ Bus Pass แบบ 12 ครั้ง 15 Euro แต่ที่นี่มี Bus Pass สำหรับ 1 อาทิตย์ 21 Euro ด้วยนะคะ ไปได้ทุกที่เลย

DAY 1 : Valletta, Sliema, St. Julian’s

วันแรก เราเลือกที่จะเดินเล่น เลียบชายหาดจาก St. Julian’s ไป ขึ้น Ferry จาก Sliema ไป Valletta ค่ะ

ตรงเลียบชายฝั่ง ฝั่งโน้นจะมีหมู่บ้านแมวอยู่ แมวเยอะมาก

จากนั้นเราก็เลือกที่จะเดินเลาะชายฝั่งไปเรื่อยๆ จนถึงจุดขึ้น Ferry ข้ามฟากไป Valletta เมืองหลวงของที่นี่ ค่าเรือ 1.5 Euro ค่ะ ถูกมากกกกกก

อากาศแอบเน่านิดนึง เราก็เดินเล่นอยู่ใน Valletta เลยค่ะ เดินได้ ไม่หลง จะลงจากจุดจอดบัส หรือ จุดจอดเรือ ก็เดินข้ามๆไป เมืองมันเล็ก หลงก็กลับมาอยู่ที่เดิม

เมืองที่นี่เป็นเอกลักษณ์มากๆๆ หน้าต่างบ้านจะยื่นๆออกมาแบบนี้ทุกที่ สวยมากๆเลยค่ะ มีสเน่ห์มาก

ถนนตรงกลางเมืองคนเยอะมากนะคะ ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวค่อนข้างสูงอายุ
แถวนั้นสามารถเดินเล่น ร้านอาหารเยอะแยะเลยค่ะ

ที่นี่อาหารท้องถิ่นคือกระต่ายนะคะ ขนาดร้านอาหารไทยข้างที่พักเรา เมนูยังเป็นแบบ กะเพรากระต่าย กระต่ายทอดกระเทียม ฯลฯ แต่ไม่ใช่ทุกที่นะคะ อาหารใกล้เคียงกับอิตาลีมากๆ อีกอย่างที่เด็ดคือ ไข่หอยเม่นค่ะ กินสดๆ

จุดชมวิว จาก Upper Barrakka Gardens ค่ะ

อากาศเริ่มดีละ

ตรงนี้คือแถวๆ ท่าเรือ Ferry ค่ะ

 

ตึกสวยๆเยอะแยะเลย

และตรงนี้จะเป็นจุดแรก ที่ตามรอย Game of Thrones ชื่อว่า Fort Manoel ซึ่งไม่ได้เปิดให้คนทั่วไปเข้าชมค่ะ เราได้แค่นั่งเรือผ่าน ตรงนี้อยู่ใน Season 1 ตรงที่ Ned Starks ถูกกระทำเหตุการณ์สำคัญมากๆตอนท้ายๆเรื่องอ่ะค่ะ (หวังว่าจะไม่สปอยนะคะ)

มองแล้วโคตรใช่ บรรยากาศโคตรได้ คิดว่าตัวเองเป็น Sansa 5555

DAY 2 : Gozo, Comino and Blue Lagoon

วันนี้ เราซื้อทัวร์ One Day Trip – ดำน้ำ Snorkel ที่ Blue Lagoon เกาะ Comino และ City Tour เกาะ Gozo  ราคา One Day Trip สำหรับ ดำน้ำ และ เล่นทะเล คือ 20 Euro นะคะ ส่วน City Tour เกาะ Gozo คือ 5 Euro ค่ะ โคตรถูกกกกก นี่น่าจะเป็นทัวร์ดำน้ำที่ถูกที่สุดในชีวิต 5555

เราไปกับ www.hornblowerboat.com ค่ะ เชื่อรีวิวใน tripadvisor นิดนึง นางเป็นอันดับหนึ่ง
+ ค่ารถรับส่งจากโรงแรมไปอีก 5 Euro นะคะ

รถมารับที่ St. Julian’s ประมาณ 9.30 ไปถึงท่าเรือ 10 โมงกว่าๆ เรานั่งในร่มสบายใจมาก เพราะทุกคนไปอยู่บนดาดฟ้าเรืออาบแดดกันหมดจ้าาาา ระหว่างทางเค้าก็จะอธิบายว่า ตรงนี้เป็นจุดจับทูน่า แต่ทูน่าตรงนี้คนมอลต้าไม่ได้กินหรอกนะ ส่งไปญี่ปุ่นหมด หรือ อธิบายถึงโบถส์และ lighthouse ที่เห็นบนเกาะระหว่างทางไปเรื่อยๆ จนถึงที่นี่

ทุกคนบนเรือส่งเสียงแบบ ว้าววววว พร้อมโดดน้ำ พอเรือจอดก็โดดลงน้ำกันเลยจ้าาาา

สำหรับการ Snorkel ที่นี่ไม่ค่อยมีปลาใต้น้ำเท่าไหร่ ปลาสีสันไม่สดใสเท่าทะเลเขตร้อน แต่สีน้ำสวยมากกกกจริงๆ (หน้ากากกับท่อSnorkel เรือให้ยืมฟรีค่ะ)

สีน้ำสวยมากกกกก

อุณหภูมิน้ำจะประมาณ 18-20 องศานะคะ ลงไปแป้ปนึงก็ไม่หนาวแล้ว

ข้อดีของการเล่นทะเลที่นี่คือ
1. ตัวไม่เหนียว ขนาดขึ้นมาแล้วยังไม่อาบน้ำจืด ยังไม่รู้สึก salty เลยค่ะ
2. หาดเป็นหาดหิน ไม่มีทรายติดกลับห้อง 5555 (ถ้าเคยไปแบบ ฟูลมูนปาร์ตี้เกาะพงัน หรือ ดำน้ำเกาะเต่า แล้วพัก hostel ห้องรวมจะนึกออก แบบห้องกับห้องน้ำจะเต็มไปด้วยทรายอ่ะค่ะ เหยียบๆไปก็เป็นทราย)
3. อากาศเย็นสบาย (อันนี้เดือนตุลานะคะ ถ้าซัมเมอร์น่าจะร้อนโหดมากเหมือนกัน)

ข้อเสียคือ ไม่มีหาดทรายนุ่มๆ แล้วก็เรือไม่มีน้ำจืดนะคะ

สีน้ำระหว่างทาง

อย่าโฟกัสที่หน้านะคะ หัวตลกมาก ให้โฟกัสที่ความใสของน้ำ

แล้วซักพัก ก็มีแวะ Grotto (เป็นเวิ้งๆ) ให้ดูสีน้ำที่เปลี่ยนไป สวยโคตร นี่ไม่ได้ปรับรูปเลยนะคะ

ส่วนถ้าอยู่กลางทะเล ก็จะสีเข้มๆแบบนี้

จากนั้นเรือก็จะมาจอดค่ะ ถ้าใครที่ซื้อ City Tour เพิ่ม 5 Euro ก็จะได้ขึ้นรถตู้ไป ส่วนใครที่ไม่ซื้อ ก็จะมีเวลาเล่นน้ำอีก 3 ชม.

ตรงนี้คือในเมือง Gozo แถวๆ Citadel ค่ะ สามารถเดินเล่นได้ ของกินเยอะเช่นกัน แต่เรากินอิ่มไปตั้งแต่บนเรือแล้ว

นี่คือภาพจาก Citadel ค่ะ เห็นวิวเมืองทั้งเมืองเลย

ส่วนตรงนี้จะเป็นโบถส์ที่อยู่ระหว่างทาง ซึ่งเค้าจอดให้เราลงไปชมได้ค่ะ

ที่นี่ พออะไรๆทำมาจากหินทราย มันก็จะเป็นสีน้ำผึ้งสวยไปอีกแบบนะคะ

มาถึงจุดนี้ เรียกว่า Azure Window ที่เป็นจุดที่ทำให้เราอยากมา Malta เมื่อนานมาแล้ว และก็ได้ทราบข่าวว่ามันถล่มไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ถล่มด้วยธรรมชาตินะคะ อยู่ดีๆจะหายก็หายไปเลย เราเสียดายมากที่มาไม่ทัน ตรงนี้คือแบบ “ถ้าไม่มีรูปถ่าย ก็เหมือนไม่เคยมีอยู่จริง” มากๆ

จุดนี้ถ้าตามรอย Game of Thrones ตรงนี้เป็นฉากที่แม่มังกรแต่งงานกับ Khal Drogo ค่ะ (สปอยป้ะเนี่ย??)

ตอนนี้ก็ไม่เหลืออะไรละ เป็นแบบนี้เลย

จริงๆ ถึงไม่มี Azure Window เกาะนี้ก็ยังน่ามาเที่ยวอยู่นะคะ จากนั้น คนขับรถตู้ก็จะพาเรามาส่งที่ท่าเรือ ถึงที่พักประมาณทุ่มนึงค่ะ

DAY 3 : Mdina

ที่นี่เป็นเมืองยุคกลางที่มีประวัติศาสตร์มายาวนาน เป็นเมืองที่เล็กและมักถูกขนานนามว่า ‘The Silent City’ หรือ เมืองแห่งความเงียบ ที่นี่มีประชากรเพียง 250 คน และภายในเมือง Mdina เอง ก็แทบไม่มีรถยนต์เลย (ถนนเล็กมากๆค่ะ)

เมือง Mdina (อ่านว่า เอ็มดิน่า) สามารถมาได้โดยการนั่งบัสจาก Valletta มาลง ใช้เวลาประมาณ 30-40 นาทีแล้วแต่สภาพการจราจร พอมาถึงบัสสต๊อป ก็สามารถเดินได้เลยค่ะ

ประตูทางเข้า Mdina คุ้นๆมั้ยคะ? นี่คือทางเข้า King’s Landing ในซีรี่ย์จ้าาาา ตอนที่ Ned Stark มาถึงครั้งแรก

เข้าไปชมเมืองกันเลยดีกว่า

ในเมืองตรงนี้ เดินไม่ถึงชั่วโมงแบบชิวๆช้า ก็แทบจะครบทุกถนนทั้งเมืองแล้วค่ะ

ทั้งเมืองเป็นสีน้ำผึ้ง สวยมากกกก

ส่วนใหญ่จะเป็นตรอกเล็กๆแบบนี้ เงียบสงบ ไม่มีรถ

แล้วก็เดินหลงๆมาถึงจุดนี้ ตรงนี้ตามซีรี่ย์แล้วเป็นซ่องของลิตเติ้ลฟิงเกอร์ ในภาคแรกค่ะ

โลเคชั่นพร้อมถ่ายมากกก แทบไม่ต้องเซ็ท ตรงนี้ถ้าตามกูเกิ้ลแมพ ชื่อ Piazza Mesquita นะคะ

สุดท้ายเราจะเดินไปยัง สวน Red Keep (ตามซีรี่ย์นะคะ) ที่ที่ Ed มาบอก Cersei ว่า นางรู้ความลับนะ

ระหว่างทางค่ะ ขอแนะนำให้นั่งบัสไปนะคะ เพราะจริงๆก็แอบไกลนิดนึง ประมาณ 2 กิโล แบบไม่ค่อยมีคนเดินอ่ะค่ะ

สุดท้ายก็มาถึง St.Dominic Convent

ขนลุกมากกกก แบบนี่มัน เร้ดคีพ 5555

ประเด็นคือ ไม่มีคนเลยจ้าา เลยไม่มีใครถ่ายรูปให้

จากนั้นเราก็นั่งบัสกลับไป Valletta เดินเล่น กินดื่มตามชายหาด(หาดหินนะคะ ลงไปเดินได้แต่ระวังลื่นนิดนึง) ที่นี่อาหารการกินค่อนข้างถูก สไตล์อิตาเลียนๆ

เอาเป็นว่าสนุก ค่าครองชีพไม่แพง ถึงมีรถบัสรอบเกาะ แต่แนะนำให้เช่ารถขับถ้ามาหลายคน

ค่าใช้จ่าย

ตั๋วเครื่องบินไปกลับจาก Rome ราคา 19.68€
ค่าที่พัก 3 คืน ราคา 40.5 €
ซื้อตั๋วเหมาบัส 12 รอบ 15€ อันนี้คือไปได้ทั้งประเทศ ไปกลับสนามบินด้วย
ปานิโน่/แซนวิช/พาย (อันใหญ่ๆแบบยุโรปแบบอิ่มอ่ะ แบบประเทศอื่น 4-7 €อ่ะ) อันละ 2.5 € น้ำ 1 € กาแฟ 1.5 €
ค่าเรือ 20€ ไป 2 เกาะ แวะดำน้ำ มีสนอกเกิ้ลให้ยืมฟรี มีล๊อกเกอร์ + ค่าซิตี้ทัวร์ 5€

Related Post