Burgundy Road Trip Ep.1 : ขับรถ จิบไวน์ ท่องหมู่บ้านแบบเทพนิยายในแคว้นเบอร์กันดี ฝรั่งเศส

หลายๆคนคงจะได้ยินชื่อ “เบอร์กันดี” อยู่บ่อยๆเวลาเราพูดถึง “สีแดงเบอร์กันดี” หรือ สีแดงแบบไวน์เบอร์กันดีนั่นเองค่ะ ใช่แล้ว แคว้นนี้ของฝรั่งเศสเป็นแคว้นแห่งไวน์ เป็นหนึ่งในแหล่งผลิตไวน์ชั้นนำและแพงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และไม่ได้มีแค่ไวน์แดงอย่างที่เราเข้าใจนะคะ ไวน์ขาวของที่นี่ก็มีคาแรคเตอร์ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน

ไวน์ Burgundy อาจจะเป็นส่วนที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวหลักของที่นี่ (ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นชาวยุโรป) แต่สาวๆอย่างเรา สิ่งที่ดึงดูดให้มาที่นี่ คือ หมู่บ้านแบบเทพนิยาย Fairy Tale นั่นเองค่ะ!

ทริปนี้เป็นทริปที่ตรงกับชื่อ Eat Chill Wander มากกกกก เพราะวันๆ เราก็ กิน ชิว เดินเล่น นอน วนไปอย่างงี้ทุกวัน หากใครชอบความชิวและชีวิตที่ไม่เร่งรีบ น่าจะชอบการมาพักผ่อนที่นี่ไม่น้อย

___________________

ข้อมูลทั่วไป

Burgundy มีชื่อเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า Bourgogne ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้จากกรุงปารีส

มีเมืองหลวงของแคว้นคือ Dijon โดยเป็นเมืองที่สำคัญ โดยตั้งอยู่ระหว่างกรุงปารีส ไปยังเมืองใหญ่อย่าง Lyon ทำให้เป็นเมืองที่หลายๆคนต้องเดินทางผ่าน ทั้งทางหลวงสายหลักที่ไปทางใต้ และ รถไฟ TGV เอง

Burgundy เต็มไปด้วยไร่ไวน์ ทั้งภูมิศาสตร์ ดิน และ อากาศ รวมถึงปัจจัยอื่นๆ เช่น อุณหภูมิ หรือ แสงแดด ทำให้องุ่นที่ปลูกในแคว้นนี้ มีคาแรคเตอร์ที่แตกต่างกัน และแตกต่างจากที่อื่น (เช่น ไวน์จาก Chablis ที่หลักฐานว่าพบฟอสซิลของหอย และมีดินแบบ Kimmeridge Clay ซึ่งอยู่ใต้ทะเลมาก่อน ทำให้ไวน์ขาวของที่นี่มี Mineral ที่ Pair กับอาหารทะเลได้ดีอย่างเหลือเชื่อ) และมีการจัดคลาสอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ ยังเต็มไปด้วยศิลปะ วัฒนธรรมจากตั้งแต่ยุคฟิวดัล ที่ยังปกครองกันเองด้วย Dukes ที่นี่มีสถาปัตยกรรมแบบโรมาเนสก์ไปจนถึงโกธิคให้ชมมากมาย และยังมีปราสาทจากยุคกลาง ที่เปิดให้ชมหรือเข้าพักได้อีกด้วย

ที่นี่สามารถนั่งรถไฟจาก Paris มา แล้วเที่ยวด้วยรถบัสได้นะคะ แต่หากมากันหลายคน การเช่ารถขับ ก็สะดวกสุดๆ เนื่องจากมีที่จอดรถค่อนข้างเยอะ รถน้อย ถนนขับง่าย วิวสวย เราจึงเลือกที่จะขับรถเที่ยวค่ะ

เป็นแคว้นที่มีจุดสนใจเต็มเลยค่ะ

___________________

แผนการเที่ยว

จริงๆแล้ว คุณจะวางแผนไปที่ไหนก่อนหลังก็ได้ ในหมู่บ้านเล็กๆ เราใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมงก็เดินทั่วค่ะ ส่วนใหญ่ก็จะคล้ายๆกัน คือมีโบถส์ Notre-Dam ใจกลางเมือง มีถนนหลัก จัตุรัสกลางเมือง ซึ่งจัตุรัสนี้ มักจะมีร้านค้า ร้านอาหาร ให้นั่งเล่นกันได้ค่ะ บางหมู่บ้านก็จะมีสะพานหรือหอคอย เป็นจุดชมวิวสวยๆ

ส่วนเมืองที่ใหญ่ขึ้นมาหน่อย อย่าง Dijon หรือ Beaune ก็จะเริ่มมีสถานที่สำคัญ พิพิธภัณฑ์ต่างๆ สวนใหญ่ๆ ให้เราได้เดินเล่นได้ทั้งวันค่ะ

แผนการเที่ยวของเราเอง ขึ้นอยู่กับว่า วันไหนจองร้านอาหารที่ไหนได้ (มีร้านใน Michelin Guide ค่อนข้างเยอะนะคะ นี่คือจุดประสงค์จริงๆที่มิชลินทำไกด์อาหารมาเมื่อร้อยปีที่แล้ว คืออยากให้เราใช้ยางรถเยอะๆ แต่ละร้าน นี่ขับเพลินเลยค่ะ หมู่บ้านเล็กหมู่บ้านน้อย ถ้ามาทริปกินแบบนี้ จะเข้าใจเลยค่ะ) แล้วก็จองชม Wine Cellar ที่ไหนได้ (เค้าจะมีเวลาพาชมและชิมไวน์ ต่างๆกันไปค่ะ บางที่ก็ไม่พูดภาษาอังกฤษ ต้องลองเมล์ไปดู) ดังนั้น แผนการเดินทางของเรา ก็จะย้อนไปย้อนมานิดนึง แต่มันก็จะอยู่ภายในบริเวณ แบบขับรถ 10-20 นาทีก็ถึง อะไรแบบนี้ค่ะ

อ้อ… ทัวร์ชมไร่ไวน์ จะมีสองช่วง คือช่วงเก็บเกี่ยว ซึ่งว่ากันว่า ไร่ไวน์จะงานยุ่งมากกก และจะไม่ค่อยพาเราชมโรงงานเท่าไหร่ วิวที่เห็นจะเป็นต้นองุ่นสีเขียวไปหมด กับช่วงที่เราไปคือ กันยา-ตุลา ซึ่งเก็บเกี่ยวเสร็จแล้ว ทำให้ต้นองุ่นเริ่มแห้ง แต่สำหรับคอไวน์เค้าบอกว่า นี่คือ ดินแดนสีทอง หรือ Cote D’or ทองอร่ามมมมค่ะ (เราเห็นเป็นใบไม้แห้ง 5555) เป็นช่วงที่เราไป… หากมาฤดูหนาวก็จะเห็นแค่กิ่งนะคะ

ดังนั้นวันนี้ เราจะขอรีวิวแต่ละเมืองและหมู่บ้านเป็นลิสท์ไว้ให้ รวมถึงไร่ไวน์ที่เราไปชมมานะคะ โดยเราจะแบ่งเป็นแต่ละส่วนดังนี้ค่ะ

  1. หมู่บ้านแบบเทพนิยาย
  2. เมือง Dijon และ ตลาดนัดวินเทจ
  3. ไร่ไวน์และอาหาร
  4. ที่พักแบบปราสาท Chateau : เคยเขียนรีวิวไว้แล้ว คลิ๊กที่นี่เลยค่า
  5. เมือง Beaune

ในตอนนี้เราจะขอพูดถึงแค่หมู่บ้านแบบเทพนิยายก่อนนะคะ ส่วนข้ออื่นๆ ติดตามตอนต่อไปนะคะ

_____________________

หมู่บ้าน Fairy tale

หมู่บ้านเหล่านี้ จะมีบรรยากาศที่ทำให้เรานึกถึงหมู่บ้านในเทพนิยาย ซึ่งจริงๆแล้ว อีกแคว้นที่เราชอบก็คือ แคว้น Alsace นะคะ แต่ที่นี่จะมีความวิจิตรของสถาปัตยกรรมอยู่มากกว่า และด้วยหลายๆหมู่บ้านก็ตั้งอยู่บนเนิน จึงทำให้เราเห็นวิวที่แตกต่างไปจากหมู่บ้านแบบนี้ในแคว้นอื่นๆค่ะ

หมู่บ้านแบบนี้มีเยอะมากนะคะ แต่ที่เราชอบที่สุดคือ Semur-En-Auxois ค่ะ

ส่วนหมู่บ้านอื่นๆได้แก่ Auxerre, Chablis, Avallon, Vezelay, Chateauneuf, La Rocheport เป็นต้น

มาดูกันค่ะว่าแต่ละหมู่บ้านเราไปที่ไหนบ้าง

  • Chablis
    ชาบลี เป็นหมู่บ้านแรกที่เราเลือกแวะ ซึ่งจริงๆแล้วหากคุณขับรถมาจากปารีส คุณจะเจอเมือง Auxerre ก่อน แต่เนื่องจากเรามีร้านอาหารในใจที่อยากมากินอาหารเที่ยงค่ะ เลยขับรถตรงมาที่นี่เลย สำหรับ ไวน์ Chablis จะดังในเรื่องของมิเนอรัล เพราะเค้าว่ากันว่าเมืองเคยอยู่ใต้ทะเลมาก่อน มีการพบฟอสซิลหอย และเมื่อ pair ไวน์กับอาหารทะเล มันจะเข้ากันมาก (ซึ่งจริงมากๆนะคะ ถือเป็นหนึ่งในครั้งที่ wine pairing แล้วเบิกเนตรเลย)ร้านอาหารที่เราเลือกกินมื้อเที่ยงนี้คือ Au Fil du Zinc ซึ่งราคาไม่แพงถ้าเทียบกับของที่ได้รับ เชฟเป็นชาวญี่ปุ่นที่เคยทำงานกับ Robuchon ที่ปารีสค่ะ การที่เชฟเป็นชาวญี่ปุ่น เราเลยคิดว่า น่าจะเหมาะกับการทานเป็นมื้อแรกที่เหยียบฝรั่งเศส และก็เป็นจริงค่ะ รสชาติถูกปากทุกจาน คุ้กมาดีมาก เทคนิคดี บรรยากาศ cosy มาก ทั้งร้านเป็นคนฝรั่งเศสหมดเลย ที่มานั่งทานกันแบบชิวๆอารมณ์พักเที่ยงจากที่ทำงาน ที่เด็ดสุดคือ เค้ามีไวน์หายากๆ ของ Chablis ซึ่งที่นี่ขายในราคาปกติ แต่บังคับว่า ต้องกินที่ร้านเท่านั้น ห้ามเอากลับ ไม่ขาย take away ด้วย อย่างไวน์ขวดที่เราเลือก ทานที่ร้านประมาณ ขวดละสามพันบาท แต่ราคาตลาดอยู่ที่ประมาณหมื่นบาท (ไม่อยากจะนึก ถ้ามีคนอิมพอร์ทเข้าไทยโดนภาษีอีก)ทั้งไวน์และอาหาร นี่รู้สึกคุ้มแล้วค่ะที่ขับรถมา จริงๆ ส่วนอาหาร 3 คอร์ส 32 Euro ค่ะ

  • Avallon และ Vezalay
    ถัดมานิดนึงจะเป็นหมู่บ้านชื่อ Avallon ค่ะ แล้วถัดเข้าไปหน่อย จะเป็นหมู่บ้านชื่อ Vezalayสำหรับ Avallon จะใหญ่หน่อย เคยเป็นเมืองป้อมที่สำคัญในประวัติศาสตร์ ทั้งสองที่ก็เป็นการเดินเล่นชมเมือง ชมสถาปัตยกรรม ที่เป็นยุคกลางค่ะ
    อย่าง Vezalay ก็จะอยู่บนเนิน เห็นวิวด้านล่าง เวลาขับรถแถวนี้ เราก็จะหิวตลอดเวลาค่ะ เพราะ ชื่อป้ายบอกทาง ชื่อเมือง อะไรแบบนี้ มันคือชื่อชีสที่เราคุ้นเคยนั่นเอง 5555 (เช่น Comte, Epoisse ไรงี้)

    Clock Tower, Avallon

    วิวจากใกล้ๆ Cathedral

    มีความแฟรี่เล็กๆ เป็นเบลล์ไรงี้

     

  • Semur- En- Auxois
    เมืองนี้เราชอบที่สุดเลยค่ะ รู้สึกว่าเดินไปทางไหนก็สวย สามารถไปชมโบถส์และทาวเวอร์ได้นะคะ ส่วนจุดชมวิวอีกจุดคือ Le Pont Pinard ค่ะจะมองขึ้นไปเห็นทั้งเมือง

    ตรงนี้เป็นด้านหลัง City Hall ค่ะ ซึ่งเรามาจอดรถทิ้งไว้ตรงนี้ แล้วเดินเล่น ก็เดินไปตรงโบถส์ Notre-Dam ค่ะ

    ระหว่างทางที่จะลงไป Pont Pinard ค่ะ พระอาทิตย์เริ่มตก

  • Nuit-Saint-Georges
    หมู่บ้านนี้ เห็นชื่อในฉลากไวน์บ่อยมากกกกก จริงๆที่นี่เป็นทางผ่านทานข้าวอีกแล้วค่ะ เป็นเมืองที่แรนดอมมา อารมณ์แบบหิวตรงไหนก็กินตรงไหน จริงๆเราขับรถมาจาก Clos Vougeot ค่ะ ซึ่งเป็นบริเวณปลูกไวน์ที่เค้าว่ากันว่าเป็นเพชรแห่งไวน์เบอร์กันดี ซึ่งเราจะเขียนในตอนที่พูดถึงตอนทัวร์ไร่ไวน์นะคะซึ่งตัว Nuit-Saint-Georges เองก็เป็นหมู่บ้านน่ารักๆ เราเดินสุ่มๆไปเจอร้านชื่อ La Cabotte ค่ะ เสิร์ฟอาหาร 3 คอร์สในราคา 19 Euro ใช้ได้เลยค่ะ

    มันเหมือนจะแพงนะคะ 19 Euro แต่แบบ ถ้าต้องไปกินอาหารจีนหรือราเมงในปารีสราคา 10 Euro แล้ว เรายอมกินแบบนี้ทุกวันเลยค่ะ ต่อให้เป็นที่กรุงเทพ ก็ไม่แน่ใจว่าจะหามื้อคุณภาพและหน้าตาแบบนี้ในราคาไม่ถึงแปดร้อยได้ที่ไหน

     

  • La Rochepot
    หมู่บ้านนี้อยู่ทางใต้ของแคว้นเบอร์กันดีค่ะ แทบจะไปถึง Lyon แล้ว ที่นี่มีปราสาทที่สวยงามอยู่บนเนิน เป็นอีกที่ที่ให้ฟีลแฟรี่มากๆ ปราสาท Chateau La Rochepot สร้างมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 12 ในสไตล์ นีโอโกธีค -เบอร์กันเดี้ยน ค่ะ (อย่างหลังคาของที่นี่จะเป็นแบบเบอร์กันดีแบบชัดเจน) สามารถเข้าไปดูในห้องต่างๆซึ่งจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ในยุคนั้น ซึ่งมีความน่าสนใจมากๆค่ะ มีชุดอัศวินไรงี้ ดูเข้าไปอยู่ในเกมส์

    ถ่ายรูปค่อนข้างยาก เพราะเป็นปราสาทสูง แล้วก็สร้างแบบแต่ละทาวเวอร์ไม่เท่ากัน แต่มันสวยมาก แฟรี่มาก

    ถ่ายแบบพาโนราม่าค่ะ แต่จริงๆปราสาทมันจะล้อมรอบเรา
    ทางเข้าปราสาท

     

และนี่คือหมู่บ้านต่างๆที่เราได้ไปมาค่ะ จริงๆมีเยอะกว่านี้อีกนะคะ แต่เราค่อนข้างชิว เลยไม่ได้รีบไปให้ครบ ซึ่งถ้าจัดเวลาดีๆ ก็สามารถไปมากกว่านี้ได้ค่ะ

ตอนหน้าจะพาไปที่เหลือค่ะ Dijon + ตลาดวินเทจ, ไร่ไวน์ ชมไวน์เซลลาร์ โรงงานไวน์ แล้วก็ เมือง Beaune อีกเมืองน่ารักที่อยากแนะนำค่ะ

อย่าลืมติดตามกันนะคะ 🙂

Related Post